12/ส.ค./2020

ขณะที่โลกธุรกิจแข่งขันกันดุเดือด บริษัทยักษ์ใหญ่เองก็พยายามสยายปีกด้วยกำลังเงินที่มีมาก ด้วยการขยายบริษัทฯ เปิดสาขา  ซื้อโนว์ฮาว ซื้อกิจการ เป็นเครื่องมือในการเร่งการเติบโตให้สร้างรายได้  ขยายกำไรได้เต็มที่

แต่ในส่วน “เอสเอ็มอี”  ธุรกิจของคนตัวเล็กๆ ที่ขาดแคลนปัจจัยสู้รบหลายประการ ทั้งขาดเม็ดเงินสนับสนุน  ขาดคนเก่ง  ขาดโอกาสในการบุกพื้นที่ตลาดห่างไกล จะทำอย่างไรให้แข่งขันในเกมเศรษฐกิจได้

“แฟรนไชส์” เป็นเครื่องมือช่วยรบสำคัญของธุรกิจ SMEs  ที่จะช่วยทำให้ฝันของผู้ประกอบการทั้งหลายเป็นจริงได้  ถ้าวางระบบได้ถูกต้อง  โดยทำให้คนตัวเล็กสามารถสร้างแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว   ผ่านป้าย ผ่านรูปแบบร้านค้า ผ่านสินค้า  ด้วยการกระจายสาขาออกไป  ด้วยเงินลงทุนของผู้อื่น แถมยังสามารถบุกธุรกิจไปยังท้องถิ่นที่ไม่คุ้นเคยด้วยความชำนาญของคนในพื้นที่  ลดความเสี่ยงในการดำเนินการลง  ลดต้นทุนการขยายธุรกิจ ลดต้นทุนดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ยังสามารถได้คนทำงานที่ทุ่มเทใส่ใจมาบริหารสาขาแทนการจ้างคนด้วยตนเอง การเปิดสาขาใหม่ทางเจ้าของกิจการก็ได้เงินค่าแรกเข้าจากผู้ซื้อแฟรนไชส์  เพื่อนำมาสร้างสาขาใหม่ และตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ  เจ้าของสาขาก็ยังได้เงินส่วนแบ่งกำไรจากสาขาแฟรนไชส์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้  คือ ข้อดีของระบบแฟรนไชส์ 

ประเด็นสำคัญคือ กิจการประเภทใด สามารถสร้างเป็นแฟรนไชส์ได้บ้าง  หากมองไปในพื้นที่ค้าปลีก จะพบว่า ธุรกิจแฟรนไชส์มักสร้างขึ้นในธุรกิจร้านอาหาร  เครื่องดื่ม  เบเกอรี่  ไอศกรีม  เป็นอันดับหนึ่ง  รองลงมาก็จะเป็นธุรกิจการศึกษา  โรงเรียนกวดวิชา  ธุรกิจบริการ อาทิ ธุรกิจดูแลรถยนต์  ขัดเคลือบสี   ธุรกิจความงาม ธุรกิจขนส่ง เป็นต้น

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ธุรกิจอื่นๆ ก็สามารถออกแบบให้เป็นแฟรนไชส์ได้  หากสามารถดีไซน์รูปแบบธุรกิจให้เกิดความลงตัวได้  เช่น ธุรกิจรับสร้างบ้าน  ใครจะเชื่อว่า งานรับสร้างบ้านให้สิทธิ์ในระบบแฟรนไชส์ได้  ปัจจุบันทำสำเร็จแล้วและเติบโตเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ด้วยยุทธศาสตร์แฟรนไชส์  หรือจะเป็นธุรกิจร้านสะดวกซักหยอดเหรียญ จัดโมเดลดีๆ ก็กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรและออกแบบให้เป็นแฟรนไชส์ได้

ธุรกิจในต่างประเทศก็มีธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจบริหารงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ในสหรัฐอเมริกา  ที่เติบโตจนมียอดรายได้ปีละมากกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  สามารถขยายรูปแบบการดูแลงานนิติบุคคลกระจายไปยังหลากหมู่บ้าน หลายคอนโดมิเนียม ได้ในหลายมลรัฐของอเมริกา

ซึ่งหากไม่ใช้ระบบแฟรนไชส์จะไม่สามารถขยายธุรกิจนี้ออกไปได้ เพราะธุรกิจนิติบุคคลหมู่บ้านนั้น  ย่อมปวดหัวกับเรื่องบริหารคนที่ประจำหน้าที่  แต่เมื่อมีแฟรนไชส์นี้ ทำให้ลูกบ้านเองก็สนใจซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหารหมู่บ้านของตนเอง  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

ส่วนธุรกิจที่ออกแบบเป็นแฟรนไชส์ได้ยาก (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้) คือ ธุรกิจที่จำเพาะเจาะจงต่อความเชื่อถือของลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคล  เช่น ธุรกิจหมอดูดวงชะตา  ที่จะผูกกับชื่อเสียงของเจ้าสำนัก  เมื่อกระจายแบรนด์ออกไปก็จะขาดกระบวนการควบคุม และตัวล็อกทางธุรกิจ

ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบ มักจะเกิดจากตัวธุรกิจสามารถสร้างและขยายเป็นแฟรนไชส์ได้ แต่เจ้าของกิจการขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ขาดทีมงาน  ขาดที่ปรึกษาที่ดี  และขาดงบประมาณ ทำให้สร้างแฟรนไชส์แบบผิดๆ  ออกแบบธุรกิจขาดความรอบคอบ  มีความอยากได้เงินค่าแรกเข้าสูงจนยอมที่จะเปิดสาขาให้แฟรนไชส์ไปโดยไม่ได้สร้างกระบวนการที่ดีเพียงพอ   สุดท้ายปัญหาคือ ความล้มเหลวของแฟรนไชส์ซี เสียชื่อเสียง จนพาลมาหาแฟรนไชส์ซอที่จะต้องพังพินาศตามไปด้วย

ปัญหาของแฟรนไชส์ในไทยคือ  เจ้าของแฟรนไชส์ คิดว่าตัวเองรู้ และคิดว่าทำได้  ทั้งๆ ที่ทำได้แต่ไม่ดี  ก็ลองแบบผิดๆ กันไป  กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเสียเวลา  เสียค่าใช้จ่าย เสียชื่อ และเกิดความผิดพลาดหลายประการ

ดังนั้น ก่อนจะลงมือสร้างแฟรนไชส์ ต้องสร้างความรู้และสร้างทีมงานเสียก่อน หากูรูที่รู้จริงคอยช่วยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

ยุคนี้ ควรลงทุนทำอะไรดี ? เป็นคำถามที่หลายคนต่างเสาะหาลู่ทางสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ หากนำเงินสักก้อนไปลงทุนหรือเปิดธุรกิจสักอย่าง จะรุ่งอย่างที่คาดไว้หรือไม่ แล้วจะทำอย่างไร วันนี้ FLA เรามีคำตอบ

ช่วงนี้การลงทุนอีกหนึ่งรูปแบบที่มาแรงและได้รับความสนใจมาก คือ การหาซื้อแฟรนไชส์ดีๆ สักอย่างไปทำเป็นงานหลักหรืองานเสริม ซึ่งสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่สนใจซื้อแฟรนไชส์จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มแรก  : เหล่ากลุ่มบริษัทฯที่มีเงินทุนและมีทำเล ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์แบรนด์ต่างๆ เข้าพอร์ตตัวเอง เพื่อหวังขยายงานเร็ว และจับกระแสตลาดที่โตไว โดยซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากต่างประเทศเข้ามาทำในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์
ยกตัวอย่าง เช่น  เครือ CP. ที่ซื้อสิทธิ์ 7-11 หรือเครือเซ็นทรัลที่ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์มาหลากหลายแบรนด์เปิดในห้าง ฯลฯ

กลุ่มสอง : บรรดาลูกเถ้าแก่ ในกิจการท้องถิ่น เหล่าลูกๆ หลานๆ รุ่น  2,3 ก็มักจะซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุนในพื้นที่จังหวัดของตนเอง ที่อาจจะทำควบคู่ไปกับกิจการเดิมของพ่อแม่

กลุ่มสาม : กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน  กลุ่มอาชีพอิสระ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะเป็นช่วงราคาพืชผลตัวไหนดี โซนนั้นจะมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ลงทุนโดยคนภาคเกษตรเกิดขึ้น เช่น ภาคใต้ ช่วงราคายางปกติดี  ก็จะมีการลงทุนเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในท้องถิ่นกันอย่างมากทีเดียว

เมื่อคุณกำลังตัดสินใจลงทุนซื้อแฟรนไชส์ องค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณาถ้าจะทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีปัจจัย 4 ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแฟรนไชส์ซอ(ผู้ให้สิทธิ์)
2. ประสิทธิภาพของแฟรนไชส์ซี (ผู้ซื้อสิทธิ์)
3. ทำเลที่ดีตรงกลุ่มเป้าหมาย
4. ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ  สังคม การเมือง วัฒนธรรม  ฯลฯ

นอกจาก 4 ข้อที่กล่าวมา คุณอาจจะใช้วิธีเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว มีชื่อเสียง และความเชี่ยวชาญพอสมควร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะทำให้ธุรกิจแฟรนไซส์ที่คุณซื้อไปนั้น ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ฉะนั้น จะลงทุนซื้อธุรกิจระบบแฟรนไชส์ในยุคดิจิทัลไม่ต้องกลัวอีกต่อไป เพราะการเริ่มต้นธุรกิจง่ายขึ้น ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีรอบตัว เข้าถึงข้อมูลการลงทุนและเสาะแสวงหาข้อมูลที่สะดวกมากขึ้น รวมถึงสามารถอ่านรีวิวและติดตามการทำกิจกรรมต่างๆ ของแบรนด์แฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว ธุรกิจแฟรนไซส์ที่คุณซื้อมาลงทุนนั้น จะประสบความสำเร็จได้ก็ขึ้นอยู่ที่ “ตัวคุณเอง” ในเรื่องของการบริการธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าคุณทำได้  “ความสำเร็จ”  ก็อยู่ในมือคุณได้ไม่ยาก

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหรือกิจการที่หลายครั้งต้องสอนการทำงานให้กับพนักงานซ้ำๆ หรือไม่มีวิธีรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และพนักงานแต่ละคนต่างมีรูปแบบปฏิบัติที่ต่างกันเป็นไปตามประสบการณ์ ความสามารถ และการตัดสินใจ ทุกสิ่งล้วนส่งผลต่อมาตรฐานของธุรกิจทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะธุรกิจไม่มีแนวทางปฎิบัติอย่างเป็นระบบในการทำงาน

การที่จะควบคุมมาตรฐานการทำงานให้คงที่นั้น ธุรกิจต้องมี📚คู่มือปฏิบัติงานที่ดี (Operation manual) และมีการฝึกอบรมอยู่เสมอ ซึ่งคู่มือปฏิบัติงานมีความจำเป็นมากเพื่อรักษามาตรฐานให้เหมือนเดิมทุกครั้ง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น การปฏิบัติงานของฝ่ายที่ดูแลลูกค้าหน้าร้าน  ฝ่ายผลิตในโรงงาน/ร้านอาหาร ฝ่ายบริการ ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพนักงาน จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่หากกิจการคุณไม่มีระบบคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน อาจพบปัญหาอื่นๆ ตามมาไม่จบไม่สิ้น ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภทบริการหากไม่มีระบบคู่มือให้ปฎิบัติตาม พนักงานแต่ละคนก็จะมีมาตรฐานการบริการที่ต่างกัน บางคนพูดจาเพราะ บางคนพูดจาไม่เพราะ บางคนยิ้มแย้ม บางคนไม่ยิ้มแย้ม รูปแบบการให้บริการก็อาจดูแย่ในสายตาผู้ที่มาใช้บริการ

ดังนั้น การทำธุรกิจเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ การสร้าง 📚คู่มือปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีในทุกกิจการ และต้องออกแบบเนื้อหาเพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะกิจการที่มีหลายสาขา หรือกิจการแฟรนไชส์ที่ต้องส่งมอบเทคนิค ส่งต่อไปยังผู้ประกอบการที่ไม่ใช่พนักงานของตนด้วย

ย้อนไปเมื่อก่อนคู่มือปฏิบัติงานยุคดั้งเดิม จะใช้วิธีการเขียนโดยใส่รายละเอียดการทำงานทีละข้อ ให้พนักงานเข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดวัน ตลอดจนการแก้ไขปัญหา หากมีปัญหาที่พบได้บ่อยก็ระบุวิธีการแก้ไขปัญหาไว้อย่างละเอียด

โดยจัดพิมพ์เก็บลงแฟ้ม 🗂แยกหมวดตามเรื่อง และนำไปฝึกอบรมพนักงานก่อนนำไปใช้จริง แต่รูปแบบนี้ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการปฎิบัติงาน เช่น พนักงานจำไม่ได้  ไม่ได้ทบทวน พบปัญหาแต่กลับไม่ได้นำคู่มือมาใช้ อ่านไม่เข้าใจ หรือมีข้อมูลอัปเดตแต่ไม่นำมาใส่ไว้ในเล่ม

แต่ปัจจุบันธุรกิจยุคใหม่มีการพัฒนาคู่มือแบบใหม่ โดยใช้วิธีการสื่อสารกับพนักงานระดับต่างๆ ให้เข้าใจง่าย และมีการวัดผลความเข้าใจในการสื่อสารด้วย เรียกระบบนี้ว่า “Operation Manual Online 4.0”  หรือ “คู่มือปฏิบัติการออนไลน์ 4.0”  โดยมีการผสมผสานการทำคู่มือแบบเดิม กับการเรียนรู้ยุคใหม่เข้าด้วยกัน ด้วยโครงสร้างที่ออกแบบผ่านระบบเซอร์ฟเวอร์ เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นระบบวีดีโอ เสียง  และ MotionInfo Graphic

เมื่อพนักงานได้เรียนรู้จากเนื้อหาแล้วนั้น จะต้องทำแบบทดสอบเพื่อวัดผลด้วยว่าคู่มือที่ได้เรียนรู้ไปมีความเข้าใจจริงหรือไม่ และมีการให้คะแนนเพื่อวัดผลพนักงานคนนั้นๆ ด้วย อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการของฝ่าย HR ในการกำหนดเกณฑ์วัดผลให้คะแนน พร้อมประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน เพื่อใช้พิจารณาการเติบโตทางตำแหน่งของพนักงาน

จะเห็นว่า 📚“คู่มือปฏิบัติการออนไลน์ 4.0” นอกจากแก้ปัญหาระบบเก่าแล้ว ยังทำให้พนักงานตั้งใจเรียนรู้เนื้อหาจากคู่มือออนไลน์ที่เข้าใจง่ายขึ้น และช่วยลดการฝึกอบรมโดยมนุษย์อีกด้วย

เพราะฉะนั้น อย่ามัวเสียเวลากับการสอนพนักงานซ้ำๆ กับรูปแบบการปฏิบัติงานที่ไร้มาตรฐาน ถึงเวลาที่คุณควรสร้างคู่มือปฏิบัติการของกิจการให้เป็นระบบ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานและการเติบโตของธุรกิจต่อไป

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

เคยสังเกตไหมว่า เวลาเราไปเที่ยวหรือไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอะไรก็ตาม  จะสังเกตได้ว่า เราจะมองเห็นสิ่งที่แบรนด์สินค้าและบริการนั้นๆ พยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเรา ให้รู้สึกว่า แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งอยู่เสมอ  และนั่นจะมีจุดที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกซื้อ นั่นคือ เรื่องสำคัญในการทำธุรกิจที่เรียกว่า  “ประสบการณ์ของลูกค้า ”

โดยการสร้างแบรนด์  ก็คือ การสร้างประสบการณ์ ( Brand experience)
ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายแต่ละคน ได้สัมผัสกับแบรนด์ (Brand Touch  Point) ในทุกๆ ช่วงเวลาให้เกิดการรับรู้

ทั้งนี้ ประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภค  มักจะสัมผัสกับจุดสัมผัสต่างๆ ของแบรนด์ อาทิ  การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ หรือเอกลักษณ์ต่างๆ ของแบรนด์  เช่น บรรจุภัณฑ์ การประชาสัมพันธ์ การตกแต่งร้าน โลโก้ และ จนถึงการแต่งตัวของพนักงาน โดยสิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้ ลูกค้ารับรู้และรู้สึกถึงความแตกต่างของแบรนด์ได้

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ ในโลกของการแข่งขัน การสร้างความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะความแตกต่าง ทำให้สินค้าและบริการเป็นที่จดจำ และน่าสนใจ ซึ่งการสร้างการรับรู้เชิงบวกจะตามมาด้วยความผูกพัน และความภักดีต่อแบรนด์ด้วย (Brand Loyalty) ซึ่งทุกองค์กรต้องการสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น

การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้ายุคใหม่นั้นจำเป็นต้องกระตุ้นประสบการณ์อยู่เสมอเพื่อให้ลูกค้าเดิมกลับมาซื้อ และช่วยบอกต่อกับลูกค้าใหม่

แล้วจะสร้างความแตกต่างอย่างไร?

1. แตกต่างที่ฟังก์ชันการใช้งานของสินค้า (Product Features)
ยกตัวอย่างสินค้า ไอที และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น รถยนต์, โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เสริมต่างๆ แข่งขันด้านจำนวนฟังก์ชันการใช้งาน, ความทนทาน, ความง่ายในการใช้งาน ฯลฯ

2. แตกต่างที่การเล่าเรื่องของสินค้า  (Story and History)
เรื่องราวหรือกรรมวิธีการผลิตนั้นมีผลต่อการสร้าง “คุณค่า” (Value) ให้กับสินค้า แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องราวต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกับแบรนด์ สร้างคุณค่าทางจิตใจและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคด้วย

3. แตกต่างด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ (Product and Package Design)
โดยยุคนี้สินค้าไม่ได้เป็นแค่ของใช้อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องบ่งบอกถึง รสนิยม และ ภาพลักษณ์ของผู้ใช้ด้วย ยิ่งมีนวัตกรรมมีดีไซน์ที่มากกว่าแค่หีบห่อ ยิ่งดึงดูดผู้บริโภค สมัยนี้ต้องรักษ์โลกและนำไปใช้ต่อได้ด้วย

เพราะฉะนั้น แบรนด์จึงต้องหาความแตกต่างให้เจอ  แล้วสื่อสารอย่างถูกที่ ถูกเวลาเพื่อสร้างประสบการณ์สุดยอดให้กับลูกค้า แล้วผลลัพธ์จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

SMEs จำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการ เพราะผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่นั้นมีความฝันและความมุ่งมั่นแต่มีความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งมักมาตายเรื่องบริหาร บางรายเก่งเรื่องการผลิตแต่ไม่รู้วิธีจัดการบัญชี บางรายเก่งเรื่องสินค้าแต่บริหารงานขายไม่เป็น บางรายเก่งเรื่องทำตลาดแต่ไม่สามารถบริหารคนได้ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเรื่องของการบริหารจัดการทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่แล้วผู้ประกอบการ SMEs เริ่มต้นจากการเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อมีความฝันอยากสร้างธุรกิจเอง ก็จะขาดทักษะในการบริหารจัดการ ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ควรทำอะไร หรือทำอย่างไรก่อนหลัง เพื่อให้ได้เป้าหมายตามที่ใจต้องการ พูดง่ายๆ คือ ไม่กล้าตัดสินใจกับปัญหาที่ต้องจัดการ เนื่องจากขาดความรู้หรือประสบการณ์ที่ตนเองทำไม่ได้

แต่ก็มีผู้ประกอบการหลายรายที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน แต่ด้วยยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงไปไวราวกับปลูกเห็ด ทำให้ตามโลกตามตลาดไม่ทัน อ่านทิศทางธุรกิจไม่ออก พัฒนาสินค้าไม่เป็น ผลิตแต่สินค้าบริการเดิมๆ จนยอดขายตก ปัญหานี้ก็พบเจอบ่อยเช่นกัน

จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่สินค้าขายไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าสินค้าหรือบริการได้รับการพัฒนารึเปล่า ผู้ประกอบการมักจะมองสิ่งนี้ไม่ออก ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อมั่นในสินค้าตัวเองสูง ว่าสินค้าฉันนั้นดี สินค้าฉันนั้นเด่น เจ๋งสุดๆ แต่ลืมมองไปว่าตลาดต้องการอะไร คู่แข่งมากน้อยแค่ไหน แล้วโลกนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องการบริหารจัดการด้านการตลาด

การบริหารจัดการไม่ได้มีเพียงแค่ด้านการตลาดด้านเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชี การบริหารจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ การบริหารจัดการด้านการผลิต การบริหารจัดการด้านคลังสินค้าการขนส่ง และการบริหารจัดการลูกค้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกี่ยวข้องกับ SMEs ทั้งสิ้น ที่ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญและบริหารแก้ไขปัญหาในแต่ละวัน

แต่ถ้าผู้ประกอบการเก่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่ไม่เก่งอีกด้านหนึ่งหละ จะทำอย่างไร?  โดยบทความนี้ FLA พน้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานี้มาแนะนำ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

วิธีแรก ผู้ประกอบเข้าฝึกอบรมในคอร์สหรือหลักสูตรระยะสั้นเฉพาะด้านหรือคอร์สสัมมนา เพื่อเรียนรู้ฝึกทักษะต่างๆ ในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ครับ เช่น คอร์สการทำบัญชีเบื้องต้น สัมมนาด้านการตลาด คอร์สทักษะผู้นำหรือบริหารมนุษย์ คอร์สพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ คอร์สเหล่านี้ทำให้เราเรียนรู้วิธีต่างๆ ได้จากผู้ที่มีประสบการณ์ แล้วนำความรู้ที่ได้รับมานั้น ไปใช้ในการบริหารจัดการด้านต่างๆ อีกที

วิธีการที่สอง คือ การจ้างพนักงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาทำงานเป็นพนักงานในองค์กร เป็นวิธีการที่องค์กรส่วนใหญ่ปฏิบัติกัน แต่ถ้าผู้ประกอบการเองไม่มีทักษะเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ไม่มีจิตวิทยาด้านบริหารบุคคล หรือจ่ายผลตอบแทนไม่จูงใจเพียงพอ อันนี้ก็จะเป็นปัญหาในการรักษาคนเก่งที่จะทำงานให้องค์กรได้
ขอเสริมอีกหนึ่ง

วิธีการที่สาม โดยผู้ประกอบการ SMEs เริ่มหันมาใช้กันมากขึ้น ก็คือ การจ้างที่ปรึกษา ซึ่งที่ปรึกษานั้นจะรับฟังปัญหาและความต้องของผู้ประกอบการ พร้อมให้ความรู้ เล่าประสบการณ์และวิธีการในการแก้ไขปัญหาบริหารจัดการเรื่องต่างๆ แล้วนำปัญหากับความต้องการของผู้ประกอบการมาคิดวิเคราะห์หรือวางแผนงานให้กับผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติใช้ในกิจการของตนเอง และยังได้ผลลัพธ์ที่ดีอีกด้วย
การทำธุรกิจในทุกวันนี้หลายคนอาจมองว่ายาก แต่หากคุณไม่หยุดพัฒนาทั้งสินค้าและตัวคุณเอง ให้สามารถดำเนินอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก็ไม่ต้องกลัวว่าธุรกิจเจ๊งแน่นอน

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

ธุรกิจ SMEs จำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับความเสียหาย  ทำยอดขายได้ดี แต่สรุปตอนจบกลับได้กำไรน้อยจนน่าตกใจ หรืออาจรันทดหนักถึงขนาดขาดทุน   ซ้ำร้ายกว่านั้นก็พบว่าหลายๆ กิจการก็ถึงกับต้องปิดตัวลงไป บ้างก็ได้หนี้สินติดตัวไปด้วย เพราะเหตุของความไว้วางใจว่ายอดขายดี  แต่ไม่ได้ดูว่าเหตุใด กำไรหด  จนขาดทุน  หนี้ท่วม  แล้วอะไร คือ สาเหตุนั้น!?

  1. ไม่ใส่ใจต้นทุนมากพอ

ทุกธุรกิจมีต้นทุน แต่เรามักจะลืมใส่ใจกับต้นทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ของเหลือทิ้งหลังร้านปิด ที่สั่งมาเผื่อขาดเป็นประจำ และเป็นต้นทุนไม่น้อยที่เสียไป เมื่อเทียบกับยอดขายจึงได้กำไรน้อย เช่น ในธุรกิจอาหาร ควรควบคุมต้นทุนอาหาร ที่ประมาณ 35% และยังไม่นับการปรับเพิ่มต้นทุนแล้วไม่แก้ไขในการขยับราคาขายหรือปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบให้เหมาะสม  ซึ่งเจ้าของธุรกิจทั้งหลายในตลาดมักจะเจอปัญหานี้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของปัญหาหนี้นอกระบบได้

  1. การใช้เงินในธุรกิจไปกับเรื่องส่วนตัว

เนื่องจากธุรกิจทั้งหลายมักไม่ชอบตั้งเงินเดือนของเจ้าของกับหุ้นส่วนให้ชัดเจนและเหมาะสม  และมักจะเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องนำเงินที่ได้จากธุรกิจไปใช้ในเรื่องส่วนตัว  เช่น จ่ายค่าผ่อนบ้าน  ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ พอเงินหมุนในธุรกิจไม่พอก็นำทรัพย์ออกมาใช้หมุนเวียนคืนไป ๆ มา ๆ แบบนี้ก็จะทำให้กิจการหลักเสียหายได้ง่าย

  1. การปล่อยเครดิตสินค้า

กิจการที่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับ  เช่น ขายรถจักรยานยนต์แบบให้ผ่อน  หรือกิจการที่มีเทอมการรับชำระเงินค่าสินค้าจากโมเดิร์นเทรดยาว ๆ หลายเดือน จะพบปัญหาสภาพคล่องจากการขายสินค้าดี ยอดขายสูง  แต่จะไปเจอกับปัญหาว่าเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ทำให้ต้องกู้เงิน ติดหนี้ระยะยาว ซึ่งต้องวางแผนรับมือให้ทันก่อนจะเกิดปัญหาแบบนี้

  1. การผูกราคาขายด้วยสัญญาล่วงหน้า แต่ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบไม่ได้

มักจะเกิดกับธุรกิจที่มียอดขายผูกสัญญากับลูกค้าไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่สนใจการหายอดขายใด ๆ อาจเป็นเพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง หรือมีคู่แข่งน้อย แต่ก็มักจะพบปัญหาในการหาวัตถุดิบที่มีความเปลี่ยนแปลงของราคาได้ยาก เพราะต้นทุนมากขึ้น แต่ผูกขาดราคากับลูกค้าไว้แล้ว
ฉะนั้นต้องแก้ไขด้วยการขยายพื้นที่รับซื้อวัตถุดิบ  หาวัตถุดิบทดแทน และต้องเจรจากับคู่แข่งเพื่อซื้อวัตถุดิบ หาทางร่วมมือกันทางการตลาด

  1. บริหารกำไรไม่เป็น

เมื่อได้ยอดขายและมีกำไร นำมาใช้ นำมาปันผลแบ่งหุ้นส่วนแล้ว และไม่กันเงินสำหรับการลงทุนในกิจการ  ไม่มีเงินทุนสำรองไว้เพื่อใช้ยามฉุกเฉิน เวลายอดขายได้ไม่ตามเป้าเดิม ทำให้หมุนเงินไม่ทัน กลายเป็นต้องกู้ยืมหรือใช้เงินส่วนตัวมาหมุนในกิจการ

  1. การทุจริตคอรัปชั่น

หุ้นส่วน และพนักงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจทั้งหลายหายนะมาหลายรายแล้ว กล่าวคือ การที่ระบบมีช่องโหว่ ส่งผลให้คนทำงานมีหนทางในการทุจริตเงิน วัตถุดิบ สินค้า จนธุรกิจเสียหาย โดยไม่รู้ตัว ทำให้ต้นทุนกิจการสูงขึ้น กำไรน้อยหรือมาก ก็ได้ไม่คุ้มเสีย

  1. ขาดที่ปรึกษาด้านการเงินที่ดี

ในปัญหาทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมานั้น จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก ถ้าผู้ประกอบการมีที่ปรึกษาด้านการเงินที่ช่วยวางแผนป้องกัน คอยดูตัวเลขและเตือนให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะด้านต่าง ๆ ของธุรกิจ และต้องดูอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อจะได้วางแผนและแก้ปัญหาได้ตรงจุดก่อนจะเสียหายหนัก

ดังนั้นเมื่อรู้วิธีหายอดขาย และมีกำไรแล้ว ก็ต้องรู้วิธีการรักษากำไร และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจด้วยเช่นกัน

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

การทำธุรกิจก็เหมือนชีพจรชีวิต เต้นเหมือนกับจังหวะของหัวใจ เร็วไปก็ไม่ดี ช้าไปก็ไม่ดี เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจใดก็ตามแต่ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่ ‘เร็วไป-ช้าไป’ แต่จุดโฟกัสอยู่ที่ว่า ธุรกิจเติบโตมั่นคงและดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานและสง่างามแค่ไหน

บทความนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณจิรภัทร สำเภาจันทร์ หรือ “พี่กบ” ที่น่ารักกับทุกคนในครอบครัวใหญ่ สมาชิกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ (FLA) โดยคุณจิรภัทร เป็นผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของประเทศไทย และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและธุรกิจแฟรนไชส์

โดยเว็บไซต์สมาคม FLA ขออนุญาตหยิบยกบทความดีๆ ของ พี่กบ ที่น่าสนใจ บทความหนึ่งว่าด้วยเรื่อง การสร้างแบรนด์และบริหารธุรกิจ ภายใต้สภาวะการณ์ที่เหมาะสม จะสร้างแบรนด์ จะทำตลาด จะขยับขยายสาขาอย่างไรนั้น ไม่มีใครรู้ดีได้เท่ากับตัวคุณ

คุณจิรภัทร (พี่กบ) เขียนบทความความรู้ธุรกิจ ใจความน่าสนใจดังกล่าวเอาไว้ว่า ส่วนตัวได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่อง การพัฒนาการตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ ให้กับผู้ประกอบการ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จัดมานานนับสิบปี อบรมฟรี พร้อมการนำพาโอกาสดีๆ เข้าสู่ตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต  ชื่อว่าหลักสูตร “Franchise B2B”

ในห้องอบรมนั้น ผมได้เช็คประเภทของผู้ประกอบการไทยที่เข้าเรียน  พบว่า ธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่ง  ในการมุ่งหาโอกาสในการขยายธุรกิจด้วยระบบนี้  แต่ยังเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการจัดการระบบปฏิบัติการหลังบ้าน เรียกว่า มีสูตรอาหารรสเด็ด เครื่องดื่มรสโดน แต่เวียนหัวไม่ลงตัวกับการจัดการต้นทุน (Food cost) ที่สูงเกินไป หรือ ระบบ QSC (คุณภาพ/การบริการ/ความสะอาด) ยังไม่ผ่าน ซึ่งทำให้ ถ้าขืนยังฝืนดันทุรังขยายสาขาไปมากๆ ยิ่งจะเป็นการทำให้เกิดเหตุการณ์ ยิ่งขยายสาขา ยิ่งเจ๊ง… ยิ่งยากจนได้ง่าย

ดังนั้นภาพธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร จึงไม่ได้สวยหรูนัก ถ้าไม่เตรียมความพร้อมของกิจการให้ฟิตพอที่จะจัดการหลังบ้านให้เรียบร้อยไปได้  เพราะขยายสาขามากมาย  แต่ยอดขายไม่ได้เพราะลูกค้ายี้ เหม็นขี้หน้าร้านเรา  หรือเพราะที่ร้านสกปรก มีแมลงสาบลาดตระเวน กองทัพหนูเดินพาเหรด  ส่วนพนักงานก็นั่งเล่นไลน์ หน้าหงิกงอ  ทำผมหลากสี ไม่ดูแลลูกค้า

ส่วนอาหารจานที่จัดมาก็ดันไม่ตรงกับภาพโฆษณาในเมนู…แตกต่างราวฟ้ากับเหว รสชาติไม่คงที่   ต้นทุนอาหารก็ไม่คุม ไม่คำนวณ ปล่อยให้ต้นทุนอาหารสูงปรี๊ด  แบบนี้รับประกันได้  เหล่าสาขาต่างๆ ของร้านที่เปิดมากมาย จะยอดขายไม่ดี ขาดทุนย่อยยับ จะแปลงสภาพกลายเป็นเครื่องสูบน้ำ(เงิน) ที่ดูดเงินจากบริษัทแม่ออกพร้อมๆ กันหลายๆ สาขา

ลองคิดดูว่า ช่วงเวลาที่คุณเริ่มต้นทำสาขาน้อยๆ ตัวเลขยอดขายดีมีกำไร ตรงตามเป้า แต่วาดฝัน ก็คิดว่ายิ่งมีสาขาเยอะ  จะยิ่งทำเงิน  ปั๊มสตางค์เข้ากระเป๋าตลอดเวลา  ยิ่งขายแฟรนไชส์จะยิ่งร่ำรวย ประหนึ่งว่า มีเครื่องผลิตเงินของตนเอง อันนี้บอกเลยว่า…เป็นความคิดที่ผิดและเพ้อเจ้อมาก … และกลายเป็นความทุกข์ที่ถาโถมมาหาคนซื้อแฟรนไชส์และคนขายแฟรนไชส์  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากฝากบอกและต้องย้ำกันตลอด คือ ถ้าระบบหลังบ้านของร้านของธุรกิจ มีความพร้อมที่ดี  สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ให้กับลูกค้า  ประเภทหลงรักแล้วล่ะก็ ลูกค้าจะจดจำในแบรนด์ ไม่ว่าท่านจะตั้งชื่อแบรนด์ได้เรียกยากเย็นสักแค่ไหน  ลูกค้าก็ยังจะชื่นชอบ  และลูกค้าจะเป็นคนมาถามและขอซื้อแฟรนไชส์ของกิจการเองโดยแทบไม่ต้องโปรโมทใดๆ

แต่ในทางกลับกัน ในบางครั้ง ลูกค้าก็มาถามขอซื้อแฟรนไชส์เร็วไปหน่อย  ระบบหลังบ้านยังไม่ดี  แต่อดใจไม่ไหว ดันขายแฟรนไชส์ไปโดยยังไม่พร้อม  อันนี้จะคล้ายๆ วัยรุ่นชิงสุกก่อนห่าม จนท้องก่อนเรียนจบ  เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการที่มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์โดยไม่ทันตั้งตัว  ขอเตือนเอาไว้หน่อยว่า ต้องคิดให้ดีและหักห้ามใจดีๆ ใจเย็น ท่องพุทโธไว้ก่อน แล้วรีบเรียนรู้เรื่องแฟรนไชส์  รวมถึงจัดระบบให้เรียบร้อย  จากนั้นท่านจะไปได้อย่างฉลุย

          ธุรกิจอาหารหรือธุรกิจไหนๆ ที่คิดจะขยายสาขา  ถ้าพร้อมและเรียนรู้จนเข้าใจสู่ระบบแฟรนไชส์จริงๆ  ก็สามารถเติบโตได้อย่างกับติดจรวดเลยทีเดียวครับ

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

เมื่อเข้าสู่วงจรธุรกิจแล้ว เจ้าของธุรกิจทุกคนย่อมหวังผลกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด กำไรเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการลงทุน ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งต้องการกำไรมาก ถ้ากำไรน้อย ขาดทุน หรือถึงขั้นหมดตัว และนั่นเป็นสิ่งที่นักธุรกิจกลัวมากที่สุด

เราอาจจะคิดเพียงว่ากำไร คือ เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจ จนลืมไปว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของ “ความสงบสุขในการทำธุรกิจ” นั่นคือ “คุณธรรมและจริยธรรม”

เพราะหากธุรกิจมุ่งแต่แสวงหากำไรโดยไม่สนใจเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ย่อมส่งผลให้อยากทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้กำไรโดยไม่สนว่าใครจะเดือนร้อน จะโกงใครก็ได้ ลดมาตรฐานสินค้า พร้อมจะทำลายสิ่งแวดล้อม หรืออาจจะถึงขั้นหลอกลวงผู้บริโภคให้เกิดความเสียหาย ทำสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด  รวยที่สุด  เร็วที่สุด  ซึ่งเราก็เห็นข่าวทำนองนี้กันอยู่บ่อยๆ

เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารที่มีคุณธรรม อยู่ในศีล 5  และพัฒนาตนเองให้เจริญทางโลกควบคู่กับทางธรรมและนำมาใช้กับการทำธุรกิจนั้น  ตัวเขาและพนักงานรวมถึงองค์กร จะมีความสุขในการทำงานมากกว่าองค์กรทั่วไป แม้ว่าอาจจะไม่ร่ำรวยเร็วติดจรวด ทว่าจะมีความพอดีในชีวิตทั้งด้านงานและครอบครัว หมั่นหาสวัสดิการที่ดีให้แก่พนักงาน สินค้าที่ผลิตให้ลูกค้าก็มีคุณภาพที่ปลอดภัย ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และยังเผื่อแผ่ผลกำไร ไปช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย

เจ้าของกิจการเหล่านี้จะเป็นที่รักของพนักงาน  ลูกค้า และชุมชน  เมื่อเกิดวิกฤตก็จะได้รับความช่วยเหลือและโอกาสจากสังคมได้เร็ว

ดังนั้น หากทำธุรกิจที่มีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมจะทำให้เราได้ทั้ง “กำไรทางธุรกิจ” และ “กำไรชีวิต”   ที่ส่งผลดีต่อตนเองและธุรกิจที่จะอยู่ยืนยาว สบายกายสบายใจ ไม่ต้องหวาดระแวงจากผลกรรมที่ทุจริตไว้ครับ

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


12/ส.ค./2020

ช่วงนี้หน่วยงานเศรษฐกิจของไทยอย่างภาครัฐได้ออกมาบอกข่าวที่ (เริ่มจะดี) ว่าตัวเลขการส่งออกของไทยดีที่สุดในรอบ 6 ปี โตถึง 2.36 แสนล้านเหรียญ เติบโตไป 9.9%  ในส่วนของภาคท่องเที่ยว ก็ปรากฏว่า ปีที่แล้ว (2561) เติบโตขึ้นราว 8.7 % มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนไทยประมาณ 35.34 ล้านคน (เทียบราวครึ่งหนึ่งของประชากรไทย)

ยังไม่รวมตัวเลขการลงทุนของภาครัฐที่อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเมกะโปรเจค และโครงการที่พุ่งตรงไปยังผู้มีรายได้น้อย ส่วนตลาดหุ้นของไทยก็เขียวสดใสซาบซ่าพุ่งทะยานด้วยเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ด้วยตัวเลขสัญญาณบวกหลายตัวขนาดนี้  ทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยน่าจะดีใช่ไหม? แต่นักธุรกิจภาค SME หลายท่านยังบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีต่อเนื่องยาวนาน  กิจการไปลำบาก จนหลายรายมีอันต้องพับฐานลงไป  เหตุก็มีอยู่หลายปัจจัยที่น่าสนใจ ซึ่งเราขอสรุปเป็น 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. เกิดจากการที่ผู้ประกอบการเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สดใสนักต่อเนื่องกันมานาน จนทำให้กระสุนดินดำที่มีอยู่ไม่มากอยู่แล้ว ยิ่งร่อยหรอลงไปจนติดตัวแดงขาดทุนต่อเนื่อง ยิ่งกู้เงินมาโป๊ะก็ไม่พอ แถมด้วยดอกเบี้ยพัลวัน

2. เงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะค่อยๆ หมุนเวียนจากธุรกิจหนึ่งไปสู่อีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้นเติบโต จะได้รับอานิสงค์ก่อน ทำให้รับรู้ได้ก่อนและรวดเร็วกว่า

3. ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล การขยายตัวของคู่แข่งรายใหญ่ ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ธุรกิจทีวี หนังสือ นิตยสาร ร้านค้าของชำ ร้านวีซีดี ร้านอินเตอร์เน็ต ตลาดสด เป็นต้น

จากปัจจัยที่หลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกกันว่า Disrupt คือ ต้องปรับตัวให้เร็ว ตัดใจให้ไว เนื่องจากโลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และต้องเรียนรู้ตลอดเวลา หลายกิจการปรับตัวไม่ได้  ปรับไม่ทัน  แต่ไม่อยากปิดตัวลง ก็มักดิ้นหาทางออกด้วยการขายกิจการบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป ให้กิจการขนาดใหญ่ซื้อไปประกอบร่างกับธุรกิจเดิมให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

ซึ่งในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีการเปลี่ยนมือของกิจการที่มากกว่าปกติ  เพราะเถ้าแก่กิจการเดิมไม่สามารถทนต่อการขาดทุน หรือขยายกิจการท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างหนักนี้ไม่ได้ แรงกดดันนี้ทำให้ แบรนด์ดัง กิจการดีที่เคยมีชื่อเสียง เปลี่ยนไปอยู่ใต้สังกัดบริษัทกลุ่มทุนใหญ่

ฉะนั้น หากไม่อยากปิดตัวลงต้องรีบปรับตัวให้เร็วตั้งแต่ตอนนี้ โดยเริ่มจากการหันมาสำรวจว่ากิจการท่านเป็นอย่างไร และคิดต่อไปว่าอนาคตกิจการของเราจะยังคงมีความต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้อีกนานแค่ไหน รวมถึงต้องคิดหาช่องทางจำหน่ายใหม่ หรืออาจต้องเปลี่ยนรูปธุรกิจกันเลยทีเดียว

ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ทำธุรกิจยุคนี้ต้องเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะความสำเร็จในอดีตไม่สามารถการันตีอนาคตได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน คนเปลี่ยน ธุรกิจคุณก็ต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

 

 

บทความโดย

อาจารย์ จิรภัทร สำเภาจันทร์
– กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์จำกัด
– ผู้บุกเบิกแฟรนไชส์ร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย
– ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กลยุทธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ค้าปลีก

TOP BUSINESS
Credit : สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ / https://www.flathailand.com


93865581_1258170904380908_5119010128116318208_n.jpg
12/ส.ค./2020

💥พร้อมไหม? #ขยายธุรกิจช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบนี้
ทุนไม่พร้อม😔 คนไม่พร้อม😔 จะเริ่มต้นอย่างไร?😔
.
.
.
อย่ามัวแต่รอ
กล้าก้าวเป็นผู้ชนะชิงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทุกวิกฤต
#เราจะนำทางคุณไป

“Franchise Shortcut to Success Coaching Program GEN 2 ”
แปลงร่างธุรกิจ ติดอาวุธด้วยแฟรนไชส์  รุ่น 2 💥
.
นี่คือทางลัดสู่ความสำเร็จ #กลยุทธ์ขยายธุรกิจยุคใหม่
มันคืออาวุธอานุภาพสูงในการขยายธุรกิจ

 คุณสามารถขยายสาขาไปต่างจังหวัด ต่างประเทศได้
โดยใช้ทรัพยากร ทุน คน หรือแม้แต่สถานที่ของคนอื่น
เพียงแค่ใช้ความสำเร็จในธุรกิจของเราเป็นแนวทาง

อย่าประเมินตัวเองต่ำไปว่าทำไม่ได้
เพราะแม้ธุรกิจทุนน้อย คนน้อย ไม่มีทำเล ก็เริ่มต้นได้

แต่ คุณต้องเข้าใจมันจริงๆ
ผ่านกระบวนการ Coaching Program ของเรา
จากทีมนักปั้นแฟรนไชส์มากว่า 20 ปี เป็นโค้ชให้คุณ
เจาะลึกให้กิจการของคุณโดยเฉพาะ

ทำแฟรนไชส์ได้อย่างไร พร้อมแค่ไหน ขาดอะไร?
ก่อนจะลงมือพัฒนากิจการ ขยายแฟรนไชส์อย่างมั่นใจ
.
.
#คุณจะได้อะไรจากโปรแกรมนี้

1. ประเมินความพร้อมในการขยายสาขาธุรกิจของคุณผ่านเครื่องมือ Digital Platform
2. คุณสามารถเข้าฟังสัมมนาออนไลน์ พร้อมถามตอบสดๆ จากทีมกูรูนักปั้นธุรกิจ

 เทคนิคขยายสาขาด้วยสูตรแฟรนไชส์
 การสร้างระบบแฟรนไชส์
 การบริหารและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจแฟรนไชส์
 กลยุทธ์การขายแฟรนไชส์และบริหารแฟรนไชซี

3. ฟรี Exclusive Private Consult แบบส่วนตัว 1 ครั้ง กับนักปั้นและให้คำปรึกษาพัฒนาธุรกิจมากว่า 20 ปี

#นำทีมที่ปรึกษาโดย

📌อ.จิรภัทร สำเภาจันทร์
➡️ กรรมการผู้จัดการ / ประธานคณะที่ปรึกษา Top Business Consultant and Management Co., Ltd.
➡️ ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีตเลขาธิการสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์
➡️ อดีตที่ปรึกษาโครงการเเฟรนไชส์ไทยสู่เเฟรนไชส์โลก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
➡️ นักปั้นและให้คำปรึกษาพัฒนาระบบแฟรนไชส์มากว่า 20 ปี

#ร่วมกับกูรูในวงการแฟรนไชส์แนวหน้าของไทย

📌 อ.กฤษฏ์ กาญจนบัตร
➡️ โค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์องค์กร Top Business Consultant and Management Co., Ltd.
➡️ เลขาธิการสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์
➡️ กรรมการผู้จัดการ “บริษัท คาร์เเลค (ไทย-เยอรมัน) จำกัด เเละ บริษัท โมลี จำกัด”
➡️ ผู้ประกอบการที่มีสาขาเเฟรนไชส์ในอาเซียน
➡️ ผู้บรรยายเพื่อการพัฒนาธุรกิจสู่ต่างประเทศ (สสว. กระทรวงอุตสาหกรรม)

📌 อ.สายัณห์ ไวรางกูร
➡️ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และการเงิน Top Business Consultant and Management Co., Ltd.
➡️ ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในงานวางระบบการบริหารผลการดำเนินงานธุรกิจ
➡️ อาจารย์และวิทยากรด้านการจัดการทางการเงินและระบบการบริหารผลการดำเนินงานให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ

📌อ.มนันพัทธ์ ธนัทธนารมย์
➡️ ที่ปรึกษาอาวุโสค้าปลีกและแฟรนส์ไชส์ Top Business Consultant and Management Co., Ltd.
➡️ ผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
➡️ อดีตผู้บริหารโครงการเเฟรนไชส์ไทยสู่เเฟรนไชส์โลก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
➡️ ผู้มีประสบการณ์ที่ปรึกษาร่วมพัฒนาแฟรนไชส์ไทยมาแล้วมากกว่า 50 แบรนด์
.
.
.
ตัดสินใจด่วน ราคาพิเศษ 
฿4,900 จากมูลค่าปกติ ฿30,000
เรทราคานี้ เฉพาะ 20 คนแรกเท่านั้น!
สมัครด่วน! ทัก Inbox มาได้เลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร 0-2377-4524, 094-926-1455

LINE: @Topbusiness
หรือคลิกที่นี่ https://lin.ee/bpXqs1x


750x150-white-2

ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์ ที่ปรึกษาและงานบริหารจัดการ เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ สนับสนุนการดำเนินงานธุรกิจการค้า พัฒนาค้าปลีกและแฟรนไชส์ ขยายแนวคิด Start up ขับเคลื่อน SMEs จัดการปัญหาภายใน ตลอดจนเพิ่มยอดขาย ขยายกำไร อย่างมีประสิทธิภาพ

Copyright by Top Business 2019. All rights reserved.